ห้องนี้สีฟ้าอ่อน

posted on 30 Aug 2007 15:43 by ed32

อ้นผิดอะไร?.

ทันทีที่สิ้นประโยคอันแผ่วเบา และเป็นเพียงประโยคแรกที่มีโอกาสหลุดออกมาจากปากของผม หลังการพบเจอครั้งนี้ของเรา ผมรู้สึกได้ถึงขอบตาที่ร้อนผ่าว ท้องไส้โหวงเหวงบิดมวนยังไงพิกล พยายามเบนสายตาจากเขา ซึ่งบัดนี้ต่างคนต่างมองเหม่ออย่างไร้จุดหมาย

หนุ่มสาววัยทำงานกว่าครึ่งร้อยเดินเบียดเสียดยัดเยียดกันเพื่อรอขบวนรถ พวกเขาต่างมีจุดหมายปลายทางของตัวเอง แต่สำหรับผมแล้ว โลกใบนี้กำลังบิดเบี้ยวเหมือนอยู่ภายใต้อุ้งมืออันเกรี้ยวกราดที่มองไม่เห็น และกำลังจะแหลกสลายเป็นผุยผง.... เพราะความโหดร้ายของใครคนนั้น ผมจะทำอย่างไรดี ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว รู้เพียงแต่ว่าอยากจะหนีจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด

เสียงจอแจของผู้คนบนชานชาลาและการจราจรเบื้องล่างที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนไปได้เลย พอจะเป็นเหตุผลเดียวที่ช่วยให้ผมใช้เป็นข้ออ้างในการแหงนหน้ามองยอดตึกสูงและบีบจมูกเพื่อสะกดกลั้นปรากฎการณ์บางอย่าง...ที่กำลังจะเผยตัวออกสู่สาธารณะชน .....มันเป็นสัญลักษณ์ของความพ่ายแพ้ หดหู่ สิ้นหวัง ไร้ค่า และน่าสมเพช โดยเฉพาะต่อหน้าเขาคนนี้

ไม่มีใครผิดหรือถูกหรอก.มันถึงเวลาของมัน แต่ไม้อยากให้อ้นเข้าใจและให้อภัยไม้ด้วยไม้จำเป็นจริงๆเขาทำลายความเงียบระหว่างเราสองคน ทำลายแม้กระทั่งโอกาสที่ผมจะเหนี่ยวรั้งเขาไว้...แม้เพียงเสี้ยวนาที

ภาพของอดีตผุดเข้ามาวิ่งอยู่ในห้วงความทรงจำของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ วันแรกที่เจอกันเราต่างอยู่ในชุดนักเรียน ม.ปลาย สัมภาษณ์โต๊ะติดกัน เขาส่งยิ้มนิดๆที่มุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่ขโมยหัวใจคนคนนี้ไปได้อย่างง่ายดาย สถานีต่อไปราชดำริ ....

พอเปิดเรียนปีหนึ่งเราร่วมกิจกรรมรับน้อง ซ่อมน้อง เข้ากิจกรรมเชียร์ด้วยกัน ตอนนั้นเหนื่อยและท้อแค่ไหนผมก็ไม่เคยโดด เพราะมีเขา สถานีต่อไปสยาม...ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังสายสุขุมวิทได้ที่สถานีนี้..

เราสนิทกันมากยิ่งขึ้น เพราะกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัย ผมรู้มาตลอดว่าระหว่างเรานั้นมีกำแพงขวางกั้นไว้ กำแพงที่ทั้งสูงและหนา สถานีต่อไปราชเทวี...

เราแอบคบกันอยู่ในมุมมืดของสังคม หลายครั้งที่ผมเหนื่อย....หลายครั้งที่ผมกลัว....เหนื่อยและกลัวกับการวางตัวต่อหน้าเพื่อนๆ แต่ผมก็ยอมทน...เพื่อเขา ไม้อยากให้อ้นเข้าใจไม้จำเป็นจริงๆประโยคนี้ผมได้ยินจนจำขึ้นใจ มีคนเคยบอกไว้ว่า เพื่อความรักแล้วทำได้ทุกอย่าง ผมกำลังเป็นเช่นนั้นหรือนี่.... สถานีต่อไปพญาไท...

ความสัมพันธ์แบบหลบๆซ่อนๆของเรา ผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล เราไม่เคยโกรธหรือทะเลาะกันเลย เขาเป็นคนดี ซึ่งดูเหมือนมันจะจบลงด้วยดี แต่คำว่า ความเชื่อมั่น มันคอยกัดกร่อนหัวใจของผมเรื่อยมา สถานีต่อไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ...

หลังจากที่เรียนจบ เราตัดสินใจมาทำงานที่กรุงเทพฯ เขาทำงานแถวๆดอนเมือง มันเป็นงานที่เขารัก ส่วนผมทำงานแถวสีลม แม้จะยังไม่ใช่งานที่ใฝ่ฝัน แต่ผมก็มีความสุขดี เราเจอกันเดือนละครั้งสองครั้ง ส่วนใหญ่จะคุยกันทางโทรศัพท์ มากกว่า ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ไม่ต้องคอยระวังตัวเหมือนเก่า เพราะเราเจอกันข้างนอก หรือไม่ก็ห้องผม ห้องสีฟ้าอ่อน เขาบอกว่าเขาชอบสีฟ้าอ่อนที่สุด มันสดใส มันเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น มันคือสัญลักษณ์แห่งความหวังและความฝันของเขา.....เขาทำให้ผมหลงรักทุกๆอย่างที่เป็นสีฟ้าอ่อน....

ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพาร่างกายที่แทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงและจิตใจอันร้าวรานดวงนี้ มาถึงห้องได้อย่างไร ทันทีที่ผ่านประตูเข้าไป ผมทรุดตัวลงบนเตียงนุ่มตัวนั้น... น้ำตาที่กลั้นไว้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ทะลักไหลอย่างกับสายฝน ผมแนบหน้าลงกับหมอนใบนั้น... สะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา ผ้าห่มผืนนั้น...ค่อยๆถูกดึงมาคลุมเจ้าของเสียงอันรวดร้าว ....ไออุ่นเริ่มแผ่ซ่านสู่ชั้นผิวหนัง เหมือนรู้ว่าตอนนี้ใครคนหนึ่ง ต้องการมันเหลือเกิน

ความมืดมิดเริ่มครอบงำทุกตารางนิ้วภายในห้องสี่เหลี่ยม ผมค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นมานั่งที่ขอบเตียง เอื้อมมือกด สวิทช์โคมไฟหัวเตียง แสงสีเหลืองนวลขับลำแสงออกมาจากหลอดกลมดวงนั้น บัดนี้ห้องที่เคยสีฟ้าอ่อนทั่วทั้งห้องกลับกลายเป็นสีเทาหม่น...ความเงียบและความสลัวพร้อมใจกันเข้ายึดครองพื้นที่ และเริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งเหงา ผมค่อยๆลุกขึ้นยืน เงาสะท้อนจากกระจกปลายเตียงบานนั้น... เราเคยซ้อมเก๊กท่าถ่ายรูปคู่กัน ....ผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้...ภาพตัวเองที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้านั้น เลอะเทอะไปด้วยน้ำตานองหน้า ...น้ำตา...เป็นสิ่งที่ผมไม่คุ้นเคยกับมันเลย ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันออกมาทายทักกับผมครั้งสุดท้ายเมื่อไร

ผมหันไปมองรอบๆห้องสีเทาหม่นอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ประตูหลังห้องที่เปิดทิ้งไว้ อ้าแขนรับอ้อมกอดของสายลมโชย สายลมแผ่วเบานั้นโลมไล้กับใบหน้าที่เศร้าหมอง เหมือนต้องการเช็ดคราบน้ำตานั้นให้เหือดหาย ผมรับรู้ได้ถึงความสดชื่น และกำลังใจ ทุกๆ อย่างยังคงอยู่เช่นเดิม เก้าอี้ตัวนั้นยังวางอยู่ข้างๆโต๊ะคู่ของมัน รถไฟฟ้าวิ่งผ่านหลังห้องขบวนแล้วขบวนเล่า ผมยิ้มให้กับมัน...หัวเราะให้กับทุกสรรพสิ่ง ห้องสีเทาหม่นนี้จะเลือนหายไปจากใจ....อันหมองมัว ...แค่เพียงผมเอื้อมมือไปเปิดไฟดวงใหญ่ ห้องนี้ก็จะสว่างไสวกลับมาสีฟ้าอ่อนเช่นเดิม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านแล้วชวนให้เศร้า...

#1 By :: KinG MoJi :: on 2007-08-30 16:00

เหมือนพาตัวผมเข้าไปอยู่ความรู้สึกทุกก้าวทุกตัวอักษรเลย


เวลามันทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้จริง

#2 By Crozzax on 2007-08-30 18:32

เศร้าอ่า...


ปล่อยมันไปกับสายลมได้ป่าว..

รอแสงแดดพรุ่งนี้มาทำให้ห้องกลายเป็นสีฟ้าอ่อนอีกครั้ง

สู้ๆนะ

#3 By >t-O.y: on 2007-08-30 19:37

ิbefore the wind เฮดบลอคเราบอกไว้...ปล่อยไปตามสายลม
สักพักจะทรงตัวขึ้นได้เอง
เขียนได้เศร้าจัง
แต่รู้สึกดีนะที่ตอนท้าย ทุกอย่างมันอยู่ที่คุณ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น มันทำให้สัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งที่คุณมี
ปฮ.นกฮูกตาโต ที่บอกว่าป้าหมูหายไป ป้าหมูขอแก้ตัวด้วยเหตุผลสุดคลาสสิกก็แล้วกันนะคะว่า " ไม่ค่อยมีเวลา"

#5 By ป้าหมู on 2007-08-31 08:20

ยังไงห้องก็จะเป็นสีฟ้า
ตราบใดที่ฟ้ายังเป็นสีฟ้าอยู่

เศร้าเนอะ..
สู้นะคะ

เหมือนที่ได้ยินกันบ่อยๆ
ไม่มีความรักครั้งไหน ที่ไม่มีอุปสรรค

เวลาที่ต้องอยู่ในที่ๆ เคยอยู่ด้วยกัน
คงเศร้ามากนะคะ

เอาใจช่วยค่ะ

#7 By ohto^^ on 2007-08-31 11:18

ผมชื่อเอกนะ
ถ้าว่างไปนั่งทานข้าวด้วยกันซักวันสิ
มีเรื่องอยากคุย
ผมทำงานที่สยาม
084-1660058

#8 By eaxza (125.24.65.119) on 2007-08-31 17:41

ไม่มีใครผิดหรือถูกในเรื่องความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ เข้าใจและยอมรับมัน แล้วก็รักตัวเองให้มากๆนะ สู้ๆคับป๋ม

#9 By pakmom on 2007-09-01 02:13

ทำถูกแล้ว ชีวิตเรา เป็นของเรา อย่าเอาไปฝากไว้ที่คนอื่น ไม่มีใครดูแลหัวใจเราได้ดีเท่าตัวเรา

#10 By fui on 2007-09-04 09:02

อ่านแล้วเศร้านะ แต่สุดท้ายดีใจด้วย
ที่สามารถปรับความรู้สึกดี ๆ ให้กำลังใจ
ตัวเองได้ดีที่สุดเลย
ขอเป็นกำลังใจให้นะ

#11 By Mo (58.8.123.151) on 2007-09-05 08:43

เขียนได้ดีมากๆเลยนะ ชมแล้วจะเหลิงไหมนะ..ไม่เป็นไร ยังไงก็สู้สู้นะ

#12 By darkmoon on 2007-09-05 14:38

ห้องของผมสีเขียวครับ มีเรื่องราวอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่อยากจำ

#13 By ภัทร วีระ on 2007-09-06 18:21

อ่านแล้วเศร้าจังค่ะ แต่ก็ได้ข้อคิดดีๆนะคะ ว่าถึงอะไรสักอย่างมันจะเปลี่ยนไป แต่ที่ๆหนึ่งของเราก็ยังไม่เปลี่ยนใช่ไหมคะ เค้าว่าก็ยังมีอีกหลายคนค่ะที่รักคุณ * - *

#14 By TEddY1 on 2007-09-26 10:30