อีกมุมหนึ่ง...ของชีวิต
posted on 07 Sep 2007 08:49 by ed32โฮ่ง !...โฮ่ง !
!!!.
ผมสะดุ้งตกใจ ช้อนส้อมแทบหลุดมือ...(ดีที่ไม่เผลอกรี๊ดออกมา....เฮ้อ...แต่เกือบไป)
มันเป็นยามเย็นที่คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักศึกษาหนุ่มสาวจากหลากหลายคณะ ที่ต่างทยอยกันเข้ามาเติมพลังงานให้กับตัวเองที่ โรงชาย โรงอาหารราคาย่อมเยา ที่มีกับข้าวให้เลือกมากมายหลายเมนู ตามแต่ความต้องการของลูกค้า ร้านนี้อร่อยมากแต่ให้น้อย ร้านนั้นอร่อยน้อยแต่ให้มาก ร้านโน้นไม่มีอะไรดีสักอย่าง แต่ลูกสาวสวย ...ที่นี่คืออีกหนึ่งชุมชนที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเหล่าคนวัยเรียน ชุมชนที่อยู่ใกล้หอพักชายที่สุด ....นั่นคือที่มาของสมญานามที่เหล่านักศึกษาต่างพร้อมใจกันเรียกขาน จากรุ่น...สู่รุ่น
ผมรู้สึกได้ว่าทุกสายตากำลังโฟกัสมาที่ผม....ไม่น่าจะต่ำกว่า10 วินาทีแน่ๆ แต่มันเป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่าอยากจะกลายร่างเป็นขอมดำดิน แทรกหน้าลงบนพื้นคอนกรีตหนาๆแล้วมุดหนีซะให้รู้แล้วรู้รอด....ถ้าทำได้นะ
พอตั้งสติได้ ผมค่อยๆ มองหาที่มาของเสียงนั้น... สุนัขเพศเมียสีแดงตุ่นๆ นางหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาที่ผม ผมไม่เคยเห็นใครยิ้มทั้งใบหน้าอย่างนี้มาก่อนเลย ใบหน้าบ้านๆของหล่อนประทับด้วยรอยยิ้มที่ยากจะหาใครเปรียบได้จริงๆ ใครว่าหมายิ้มไม่เป็น ผมจะไปยืนยันนอนยันให้ถึงที่เลย ขอให้บอก ปากกว้างของหล่อนฉีกยิ้มแทบถึงใบหู แลบลิ้นแผล่บๆ ตามจังหวะการหอบหายใจ พลางตวัดน้ำลายที่ไหลย้อยมิยอมให้ตกถึงพื้น หูชี้ตั้งทั้งสองนั้นสั่นระริก หางกระดิกส่ายสะโพกโยกย้ายอย่างกระตือรือร้น มันเป็นการส่งสารโดยใช้ อวัจนภาษา ที่สามารถเข้าใจตรงกันได้ทั่วโลกเลยทีเดียว
สะใจแกล่ะสิ...มารยาไม่เบานะเอ็ง ผมเหน็บมันอยู่ในใจ
ราวกับว่าหล่อนอ่านความคิดของผมออก เพราะหล่อนยกเท้าหน้าข้างหนึ่งขึ้นมาสะกิดต้นขาของผมต่อทันที เพื่อเล่นเกมรุกกับเหยื่ออย่างไม่ให้ทันตั้งตัว พร้อมกับทำสีหน้าแววตาที่หล่อนคิดว่ารันทดที่สุดในชีวิตเพื่อขอความเห็นใจมาที่ผม เล่นเอาผมถึงกลับกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ทำไมหล่อนฉลาดและน่ารักอย่างนี้นะ (ถ้าไม่รวมหน้าตาบ้านๆและขนสีตุ่นๆของเธอ) ผมโยนปีกไก่ทอดให้หล่อนหนึ่งชิ้น ทันทีที่กลืนลงท้อง โดยที่ผมไม่แน่ใจว่าผ่านการเคี้ยวหรือเปล่า เธอก็ลุกขึ้นยืนสองขา แลบลิ้นมันแผล่บ ตะกละนะเอ็ง...นังผู้หญิงไม่รู้จักพอ ทีนี้ผมพูดออกมาเบาๆแล้วมองซ้ายมองขวา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแม่บ้านอยู่แถวนั้น แล้วรีบให้รางวัลกับโชว์สุดอลังการของหล่อน จากนั้นหล่อนก็ยักย้ายส่ายสะโพกไปหาเหยื่อรายใหม่ต่อไป
นังซอนย่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงเรียกหล่อนอย่างนั้น มันเป็นชื่อที่ผมนึกขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน โดยไม่เกี่ยวกับนางแบบคนไหนเลย ขอรับรองว่าเป็นความจริงทุกประการ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราก็มักจะพบเจอกัน ณ สถานที่นี้บ่อยๆแต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะเป็นฝ่ายแอบมองหล่อนมากกว่า มีบ้างเหมือนกันที่การแสดงของ นังซอนย่า เกิดอาการ แป้ก! นอกจากจะไม่ได้รับความสนใจแล้ว หล่อนยังถูกตะเพิดจากหนุ่มตี๋ หน้าตาดีสวมแว่น (ที่สาวแท้สาวเทียมส่วนใหญ่ต่างหมายปองอยากจะนั่งหม่ำมื้อเย็นด้วย) จนต้องวิ่งหางจุกตูดหนีอย่างไม่คิดชีวิต แล้วจึงค่อยๆรวบรวมความมั่นใจอีกครั้งเข้าหากลุ่มเป้าหมายอื่นแทน จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา หล่อหลอมให้ นังซอนย่า รู้จักระแวดระวังภัยตลอดเวลา รู้ว่าไม่สามารถไว้ใจใครเพียงเพราะดูจากหน้าตาภายนอกได้เลย คนหน้าตาดีๆแต่งตัวเรียบร้อยแต่ใจร้ายก็มีมาก ในขณะที่ผู้ชายตัวสูงใหญ่ผมฟูฟ่อง หนวดเคราเฟิ้มอย่างกับมหาโจรผู้ก่อคดีฆ่าหั่นศพ ฆ่าข่มขืน ฆ่าโบกปูน ฆ่าตัดจู๋และอีกหลายๆคดีที่เอฟบีไอกำลังต้องการตัว กลับให้ความเอ็นดูและเมตตาต่อหล่อนอย่างเหลือล้น นานๆทีลุงยามที่ประจำอยู่แถวนั้น จะมาวิ่งไล่จับหล่อน เพราะมีคนร้องเรียนว่าไม่สมควรให้สุนัขมาป้วนเปี้ยนในเขตโรงอาหาร เพราะไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เป็นที่รังเกียจของผู้ใช้บริการ แต่หล่อนก็วิ่งหนีพอเป็นพิธี เพื่อมิให้เสียน้ำใจที่ลุงยามอุตส่าห์แอ็คติ้งทำสีหน้าขึงขัง (เพราะหล่อนได้รับอาหารจากลุงยามคนนั้นเป็นประจำนั่นเอง) หล่อนจึงไม่ค่อยจะจดจำหรือใส่ใจกับพฤติกรรมอันลึกลับซับซ้อนของมวลมนุษย์บนโลกใบนี้สักเท่าไรนัก
ความสุขของ นังซอนย่า คือมีอาหารตกถึงท้อง นอนหลับ และเที่ยววิ่งเล่นไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของหอพักและคณะต่างๆ โดยที่มีบรรดาหนุ่มๆของเธอรายล้อม แค่นั้นหล่อนก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับชีวิตแล้ว แรกๆหล่อนรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ภูมิใจกับความงามและความเป็นคนสำคัญ ที่ได้รับความสนใจของกลุ่มผู้ชาย แต่มีบ้างเหมือนกันที่ นังซอนย่า ต้องทนกับพฤติกรรมไม่น่าอภิรมย์ของหนุ่มๆเหล่านั้นที่จ้องแต่จะแยกเขี้ยวยิงฟันใส่กันและส่งเสียงคำรามให้หนวกสองรูหู ก่อนที่ศึกชิงนางจะเริ่มขึ้น หล่อนก็ตัดสินใจออกวิ่งกระชากหัวใจสุนัขรุ่นหนุ่ม รุ่นแก่ทั้งหลายให้วิ่งตามอย่างไม่ยอมลดละ หล่อนไม่เคยยี่หระต่อสายตาหนุ่มสาวนักศึกษาที่จ้องมองและส่งเสียงหัวเราะคิกคัก เวลาที่หล่อนหันหลังชนกันและติดแหง็กอยู่กับหนุ่มหล่อคู่ขาของเธอนานๆ เลย อย่างมากหล่อนก็แค่รู้สึกเมื่อยขบเท่านั้นเอง
นังซอนย่า ดำเนินชีวิตของหล่อนอย่างปกติสุข ด้วยเศษอาหารที่ผู้ใจดีหยิบยื่น...หรือบางครั้งโยนให้ ระยะหลังนี้หล่อนไม่สามารถวิ่งได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนเก่า รู้สึกได้ถึงความอึดอัดภายในท้อง และความรู้สึกนั้นเริ่มทวีรุนแรงมากขึ้นทุกวัน จนในที่สุดหล่อนเริ่มรับรู้ได้ถึงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆกำลังถือกำเนิดขึ้น จากเริ่มแรกที่ขยับตัวนิดๆ จนสามารถพัฒนาเป็นบิดขี้เกียจวันละหลายสิบหนอยู่ในพุงของเธอได้ ถึงตอนนี้บรรดาหนุ่มๆคู่ขาของหล่อนไม่ได้มารุมล้อมเหมือนก่อนแล้ว ซ้ำร้ายบางทีกลับแยกเขี้ยวใส่หล่อน หรือเข้ามาฮุบกระดูกชิ้นโตที่ควรจะเป็นของหล่อน จนนังซอนย่า ต้องถอยร่นไป
ไม่นาน นังซอนย่า ก็หลบไปออกลูกในโพรงดินที่หล่อนขุดลึกเข้าไปใต้กองเศษไม้ระเกะระกะข้างหลังโรงชาย ลูกชายทั้ง 5 ตัวของเธอสีไม่ซ้ำกันเลย นั่นคือผลผลิตจากเลือดเนื้อของหล่อน ที่น่าภาคภูมิใจ ทั้งๆที่ระบุผู้เป็นพ่อไม่ได้ นังซอนย่า ที่เคยสดใส มีโชว์ต่างๆมาอวดผู้ชมเพื่อแลกเศษอาหารนั้น เริ่มไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว หล่อนรู้สึกหิวบ่อยขึ้น กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม กระวนกระวายในหัวใจตลอดเวลา ต้องรีบกลับมาดูลูกๆอยู่บ่อยๆ หล่อนจะหวงและห่วงลูกอย่างสุดฤทธิ์ ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ลูกๆ กลิ่นโปรดที่สุดของหล่อนเวลานี้ไม่ใช่กลิ่นหอมหวลของปีกไก่ทอดอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นกลิ่นตัวของลูกสุนัขตัวน้อยๆทั้งครอก ที่เธอปรารถนาจะได้เลียตามเนื้อตัวตลอดเวลา นังซอนย่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่มันเอ่อล้นท่วมหัวใจของหล่อนตอนนี้นั้นเรียกว่าอะไรกันแน่ จะเหมือนกับคำว่า ความรัก ที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดคำขึ้นมาใช้กันหรือเปล่าหนอ หล่อนรู้แต่เพียงว่าชีวิตน้อยๆทั้งห้า ที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของหล่อนนั้น ต้องได้ดื่มกินน้ำนมจากเต้าเหี่ยวๆของหล่อนทุกครั้งที่หิว ต้องได้นอนหลับในรังอุ่นๆ ทุกครั้งที่ส่งเสียงครางหงิงๆ มันทำให้หล่อนรู้สึกว้าวุ่นในหัวใจยิ่งนัก จนไม่กล้าออกห่างจากรังรัก บางครั้งถึงขนาดหูแว่วได้ยินเสียงนั้นบ่อยๆ จนต้องรีบกระโจนลงมาในโพรงทั้งที่อาหารยังไม่ตกถึงท้องด้วยซ้ำ นับวัน นังซอนย่า ก็ยิ่งผ่ายผอมลงเรื่อยๆ น้ำนมจากเต้าเหี่ยวๆของหล่อนเริ่มเหือดแห้ง ลูกๆของหล่อนลืมตาแล้วแต่ยังไม่กล้าออกมาจากโพรงนั้น
ด้วยความหิวที่บีบบังคับให้ นังซอนย่า ต้องทิ้งลูกๆไว้โดยลำพัง และด้วยความกังวลที่มีต่อลูกๆ ทำให้หล่อนมีเวลาจำกัดในการหาอาหาร นังซอนย่า ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ถึงขนาดใช้กำลังต่อสู้ช่วงชิงกับสุนัขตัวอื่นๆ แม้กระทั่งตัวผู้ที่ร่างกายกำยำ แต่หล่อนก็สู้ยิบตา สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ นังซอนย่าไม่เคยขโมยอาหารแม้แต่ครั้งเดียว
แฮ่! !.. สุนัขเพศผู้สีดำทะมึน ยืนแยกเขี้ยวข่มขู่คู่ต่อสู้ อยู่ข้างๆโต๊ะนักศึกษาหญิงตัวอ้วนกลม ที่นั่งทานข้าวไปอ่านการ์ตูนไป โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆทั้งสิ้น
ทันทีที่หล่อนแทะซี่โครงหมูทอดชิ้นในมือหมด ก็โยนทิ้งพื้นไปอย่างไม่แยแส
เท่านั้นแหละ เหมือนเป็นสัญญาณ ชก จากกรรมการต่อยมวยเวทีราชดำเนิน เมื่อสุนัขต่างเพศ และต่างขนาดสองตัว พุ่งเข้าใส่กระดูกชิ้นนั้นพร้อมๆกัน
ว้าย! ..ช่วยด้วยค่ะ นักศึกษาหญิงคนนั้นกรีดร้อง เธอเพิ่งหลุดออกมาจากหนังสือการ์ตูนเล่มนั้น
ทุกคนในโรงชาย ต่างหันไปมองจุดเกิดเหตุ สุนัขสีดำทะมึนตัวนั้น กำลังยืนคร่อมคู่ส่อสู้ อย่างเป็นต่อ สุนัขเพศเมียสีแดงตุ่นๆตัวนั้น กัดเข้าที่ขาหน้าของไอ้ดำไม่ยอมปล่อย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามบันดาลโทสะยิ่งนัก มันงับเข้าที่ลำคอของผู้อยู่เบื้องล่างอย่างแรง พร้อมสะบัดซ้ายขวาไปมา ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ก่อนที่มวยรองจะโดนน็อค เอาท์ จนสิ้นชื่อซะก่อน ก็มีพี่เลี้ยงโยนผ้าขึ้นสังเวียน
ลุงยามคนนั้นนั่นเอง ที่มาช่วยระงับศึก ถึงขนาดสาดน้ำใส่ และใช้ด้ามไม้กวาดฟาดบันท้ายไอ้ดำตั้งหลายที มันถึงยอมผละหนีไป ด้วยสายตาอาฆาต
ผมเห็นสุนัขเพศเมียตัวนั้น นอนตัวสั่นเทาส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด นังซอนย่า นั่นเอง ให้ตายเหอะ หล่อนค่อยๆ คลานสี่ขาไปงับเอากระดูกชิ้นเท่าหัวแม่มือ ที่หล่นคลุกขี้เท้ามหาชนบนพื้น แล้วรวบรวมกำลังที่มีอยู่ยันกายลุกขึ้นยืนด้วยอาการโซซัดโซเซ แล้วพยายามวิ่งกลับรังรักของหล่อน รังที่ลูกๆรอการกลับไปของผู้เป็นแม่ ทิ้งหยาดหยดสีแดงเข้มไว้บนพื้นทั่วทั้งบริเวณ นักศึกษาหญิงคนเดิมนั่งลง และเริ่มจมดิ่งสู่ห้วงหฤหรรษ์ของการ์ตูนในมือเธอต่อไป โดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
หลายวันแล้วที่โรงชายขาดสีสัน ของโชว์น่ารักๆ จาก นังซอนย่า จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ผมเดินมาทานข้าวตามปกติ พลันสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นกลุ่มไทยมุง นักศึกษามุง และแม่ค้ามุง อยู่ที่กองไม้ระเกะระกะนั้น ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ทำให้ผมพาตัวเองเข้าไปแทรกอยู่ในแถวหน้าของฝูงชนได้อย่างไรไม่รู้ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคู่นี้ของผมคือลุงยามนั่นเอง แกกำลังมุดลงไปในโพรงและอุ้มลูกหมาตัวน้อยๆตัวแล้วตัวเล่า ออกมาจากโพรง ผมรู้สึกแปลกใจว่า นังซอนย่า หายไปไหน เพราะโดยปกติแล้วที่นี่เป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าใกล้ เพราะทราบดีว่า นังซอนย่า ผู้น่ารัก จะกลายร่างเป็นปิศาจร้ายขับไล่ผู้บุกรุกทันที แต่ไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากถามใคร คำตอบนั้นก็โชยมากับสายลม กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งทั่วทั้งบริเวณ ขับไล่กลุ่มผู้คนที่รายล้อมจนแตกกระจายสลายกลุ่มโดยอัตโนมัติ ยกเว้นลุงยามคนนั้น ยังคงพยายาม ดึงเอาซากไร้วิญญาณของสุนัขเพศเมีย สีแดงตุ่นๆตัวนั้นออกมา ลูกๆของหล่อนต่างกรูเข้าไปหา พร้อมกับส่งเสียงครางหงิงๆ ซุกใบหน้าบนเต้าที่เคยเหี่ยวแห้ง บัดนี้กลับเต่งตึงเพราะความอืดบวม ลำคอของหล่อนมีแผลเหวอะ เลือดแห้งเกรอะกรัง นังซอนย่า น่าจะสิ้นใจไม่ต่ำกว่าสามวันแล้วเป็นแน่ สุนัขตัวน้อยๆ ทั้งครอกคงอาศัยเลือดเนื้อของหล่อนดื่มกินจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตผู้เป็นแม่ ผมต้องเบือนหน้าหนีจากภาพสะเทือนใจนั้น ลุงยามหอบเอาลูกสุนัขทุกตัวขึ้นท้ายรถกระบะเก่าๆของแก พร้อมกับซาก นังซอนย่า แล้วขับออกไปอย่างช้าๆทิ้งกลุ่มคนทั้งหลายที่ยืนจับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ ถึงเรื่องหมาๆ ที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจ โดยความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่นั้นต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีใครสักคนรับ นังซอนย่า และลูกๆไปเลี้ยง ให้อาหารหล่อนกินอิ่มทุกมื้อ หรือไม่ก็พาหล่อนไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ เหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้น....
ผมก้าวออกมาจากกลุ่มนั้นแล้ว ผมจำไม่ได้ว่าเดินออกมาตอนไหน ผมจำไม่ได้ว่าผมกินข้าวเย็นหรือยัง ผมจำไม่ได้ว่าต้องเขียนรายงานส่งอาจารย์ พรุ่งนี้เช้า ผมจำไม่ได้ว่าคืนนั้นผมอาบน้ำก่อนนอนหรือเปล่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ และคงไม่สามารถลืมเลือนได้เลย ......นังซอนย่า......

#1 By darkmoon on 2007-09-07 10:04