ยังไม่มีชื่อเรื่อง
posted on 27 Nov 2007 10:33 by ed32ยังไม่มีชื่อเรื่อง
เสียงคลื่นน้ำซัดสาดกับเสาไม้ระเกะระกะของเกสต์เฮาส์ที่ยื่นล้ำเข้าไปในผืนน้ำ สายลมเย็นพัดโชยเอากลิ่นทะเลปะทะจมูกอย่างจัง ผมผ่อนลมหายใจแผ่วเบาแต่ทอดยาว แล้วสูดกลิ่นเดิมเข้าเต็มปอดอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่สดใหม่ กลิ่นความเค็มและความคาวเคล้ากันอย่างลงตัว แม้แต่นักทำน้ำหอมที่ผ่านการฝึกปรือจากสถาบันชั้นนำของฝรั่งเศส ก็ยากที่จะระบุสัดส่วนของส่วนผสมทั้งหมดนี้ได้ และนี่เองคือมนต์เสน่ห์แห่งผืนน้ำกว้างใหญ่นี้
ว่ากันว่าคนที่มาทะเลเพียงลำพังมีอยู่แค่สองประเภท คือ อกหัก หรือไม่ก็หนีร้อนมาพึ่งเย็น ผมรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยมีใครสักคนบอกไว้ ใช่แล้ว นุ้ยนั่นเองที่เคยบอกกับชายผู้เป็นนักเดินทาง ในกล่องไปรษณีย์สีแดง ของอภิชาติ เพชรลีลา ซึ่งเป็นหนังสือเล่มโปรดของผม ผมเคยบอกเธอว่านักเขียนคนนี้มีความฝันเดียวกันกับผม เธอได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร มันคือยิ้มสุดท้ายที่จารึกไว้ในความทรงจำของคนที่รักเธอ
หลายเดือนที่แล้วเราเคยยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เธอสดใสเหลือเกิน สดใสกว่าท้องฟ้ายามสาย สดใสกว่าผืนน้ำสีครามเสียอีก เราใช้เวลาทั้งหมดเดินริมหาด เล่นน้ำ กินข้าว กินเหล้า สนุกสนาน หัวเราะเฮฮาด้วยกัน เธอกระซิบข้างหูผมว่า นอกจากผู้ชายที่อยู่ข้างๆแล้ว ก็มีทะเลนี่แหละที่ทำให้เธอหลงใหล
แต่วันนี้ผมมาที่นี่คนเดียว การมาเพียงลำพังนั้นมันรวดร้าวยิ่งนัก ผมยืนเกาะระเบียงมองเหม่อไปยังท้องทะเลเบื้องหน้าอย่างเนิ่นนาน ไร้จุดหมาย ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไหวระยับเมื่อต้องกับแสงสุดท้ายของวัน ท้องฟ้าสีส้มแดงระเรื่อ ใครกันนะที่เป็นคนแต้มแต่งสีสันแห่งความเศร้าลงบนเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น ใครคนนั้นคงเป็นจิตรกรเอกฝีมือดี หากแต่สัมผัสได้ถึงหัวใจอันอ้างว้าง ผมจึงรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย
ภาพของนุ้ยและหมูผุดขึ้นมาในหัวสมองอีกครั้ง นุ้ยนั่งบนผืนทรายเป็นแบบให้หมูวาดรูปบนกระดาษขาวแผ่นนั้น รอยยิ้มของเธอถอดแบบมาจากรอยยิ้มของนุ้ยไม่มีผิดต่าง ...รอยยิ้มกว้างนั้นสดใสเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้นที่ส่องแสงนวลผ่องมายังมนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยบนพื้นพิภพ ....รอยยิ้มหวานแกมขี้เล่นนั้นราวกับคาปูชิโน่ถ้วยโปรดของผม ที่ทั้งเข้มข้นระคนหวานมัน ....ดื่มคราใดก็ใจสั่นทุกทีไป แต่ผมก็ยังอยากจะดื่มวันละหลายๆแก้ว
“...คือผืนทรายที่โอบทะเลไว้...จะวันใดมั่นคงเหมือนดังที่เป็น อยู่เคียงข้างเธอ ใจไม่ไหวเอน และยังคงชัดเจนอย่างนั้น...”
ผมคลอบทเพลงโปรดของเธอเบาๆ น้ำตาปริ่มเบ้า..เอ่อล้น..ไหลรินอาบสองแก้ม ผมปล่อยให้ความอ่อนแอเข้าครอบงำทุกครั้งที่อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนผมจะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง ว่ากันว่าการจำเป็นเรื่องที่ยาก แต่การลืมนั้นยากยิ่งกว่า
ผมเจอครอบครัวของเธอในวันที่พวกเขามารับเธอกลับบ้าน ผมฟูมฟายราวคนบ้า ส่วนเธอสีหน้าสงบนิ่ง...ไม่ไหวติง ผมส่งเธอได้แค่นั้น ท้องฟ้ามืดมิด เมื่ออาทิตย์ลาจาก คลื่นทะเลยังคงซัดสาดตามลำพังเหมือนร้องเรียกหาใครบางคนที่ห่างหายไม่มีวันหวนคืน ท้องทะเลที่เคยสวยงามยามแดดจ้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นความน่ากลัวเมื่อความมืดเข้าครอบงำ บัดนี้เบื้องหน้าของผมมีเพียงดวงไฟเล็กๆสองจุดจากเรือประมงที่คงลอยลำคู่กันใกล้สะพานปลา ในค่ำคืนอันมืดมิดนี้พวกเขาคงอุ่นใจที่อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนร่วมเดินทาง
ผมควานหาไฟแช็คและซองบุหรี่ ดูเอาเถิด ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีคู่ของมัน ควันบุหรี่ลอยม้วนอ้อยอิ่งสู่ชั้นบรรยากาศ ถ้าเธออยู่ด้วยผมคงโดนเอ็ดไปนานแล้วโทษฐานที่ทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง ผมได้แต่ยิ้มที่มุมปาก นึกขันกับท่าทางเอาเรื่องของเธอ แต่ผมก็มีความสุขมากที่อย่างน้อยก็มีคนคอยเป็นห่วงเป็นใย เวลาที่เราอยู่ด้วยกันผมจะกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆเสมอ
ตอนนี้จะกี่ทุ่มกี่ยามแล้วมิรู้ได้ ผมไม่มีนาฬิกา และก็จงใจลืมมือถือไว้ที่ห้อง เบื่อตอบคำถามจากเพื่อนๆที่แสนดีทั้งหลาย ผมย้ายเข้ามาจมจ่อมภายในห้องเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด นี่คงเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนอย่างแน่นอน ผมพิงหลังกับผนังห้องปล่อยความคิดล่องลอยเกินจะควบคุม ในส่วนที่ลึกสุดของห้วงคำนึง ผมเดินตามหลังใครบางคนบนทางเดินที่แคบและคดเคี้ยว สองข้างทางมืดมิด ไร้ศัพท์เสียงสำเนียงใดๆประหนึ่งอยู่ในโลกใบ้ เธอยังคงก้าวเดินต่อไป ร่างบอบบาง ในเดรสสีเทาเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ผมซอยสั้นเผยให้เห็นต้นคอขาวระหง ผมออกแรงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไล่ให้ทัน สองมือพยายามตะกายไหล่ทั้งสองข้างนั้น เหนื่อยหอบ อ่อนล้าจวนหมดแรง เธอกำลังห่างไกลออกไปทุกทีๆ ผมรวบรวมกำลังสุดท้ายที่มีอยู่กู่ก้องหวังเหนี่ยวรั้ง แต่เสียงนั้นแหบพร่า ไม่เป็นภาษาคน ผมทรุดร่างลงคุกเข่ากับกรวดหินอันเย็นเยียบ ผมกำลังร้องไห้ แต่ไร้หยาดหยดน้ำตา เธอหายไปแล้ว หายไปจากชีวิตของผม “ อย่าไปๆๆๆๆๆๆๆๆ...” ผมสะดุ้งตื่น ภายนอกช่องหน้าต่างยังสลัว เสียงทะเลเงียบสงบ คงเป็นเวลาน้ำลงนั่นเอง
ผมพาตัวเองมายืนอยู่ริมหาดทรายขาว ยาวโค้งตามคุ้งอ่าว ลมเย็นโชยพัด ณ ขอบฟ้าอีกด้าน แสงแรกของวันกำลังเดินทางมาเยือนโลกใบเก่า บรรยากาศรอบด้านเริ่มสว่างขึ้นทุกขณะ ผมยื่นเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสฟองคลื่น ความเย็นแผ่ซ่านสู่ทุกอณูกาย พลันความคิดก็ผุดพรายขึ้น ผมก้าวเท้าลงสู่ผืนน้ำ น้ำเย็นสูงขึ้นเรื่อยๆ จากระดับเข่า...เหนือเข่า...ต้นขา...เหนือเอว จนถึงระดับอก กำแพงน้ำโถมมาเป็นระลอก ผมกระโดดเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง แรงปะทะของคลื่นกระแทกยอดอกจนจุกเสียด น้ำเค็มพรั่งพรูเต็มรู จมูกและปาก หูอื้อไปชั่วขณะ แค่นั้นไม่ทำให้ผมยอมแพ้ ยังคงตะเกียกตะกายกอดรัดฟัดเหวี่ยงหวังเอาชนะคลื่นคลั่ง จนกระทั่งเหนื่อยล้าหมดแรง จึงปล่อยให้ตัวเองลอยตามกระแสคลื่นลูกใหญ่ แปลกจริง ผมรับรู้ได้ถึงความเบาสบายเมื่อสายน้ำนั้นพยุงร่างพัดพาเข้าหาฝั่ง นี่ผมโง่พยายามในสิ่งที่ไม่มีวันสำเร็จได้อย่างนั้นหรือนี่
ผมนอนราบบนแนวโขดหินที่ปรากฏเด่นเมื่อยามน้ำลด นักท่องเที่ยวหลายคนต่างหันมามองด้วยความแปลกใจ ท้องฟ้าเช้านี้เป็นสีฟ้าสดใสกว่าที่เคยเป็นมา ผมลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจไล่ความเฉื่อยชา กางแขนทั้งสองข้างโอบกอดห้วงน้ำเบื้องหน้า ยิ้มรับกับสายลมเย็น
ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ตอนนี้ผมพร้อมแล้ว..พร้อมเผชิญกับความจริงในชีวิต ที่ไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ตามใจเราต้องการ รักไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการแต่งงานอยู่กินกันจนแก่เฒ่า มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง หรือถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร แต่รักคือความอบอุ่นในหัวใจ ที่คอยโอบอุ้มให้เราแข็งแกร่ง แม้ว่าวันนี้เราจะสูญเสียคนรักไป แต่ความรักจะยังคงอยู่ในหัวใจของเราตลอดกาล
ปล. ผมพยายามเขียนเรื่องนี้หลายอาทิตย์แล้ว ลบแล้วลบอีก เปลี่ยนไปมาหลายรอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะไปทางไหนดี หลงทางก็หลายครั้ง เพื่อนๆช่วยวิจารณ์หน่อยนะครับ ยิ่งหมกมุ่นยิ่งหาทางออกไม่เจอ เหนื่อยแล้ว เอาลงบล็อกดีกว่า ขอบคุณนะครับที่เสียเวลาอ่าน
edit @ 27 Nov 2007 10:40:34 by nooddies
#1 By ปอนปอน on 2007-11-27 11:05